Home » สรุปหลักการใช้ 12 Tense แบบละเอียด อ่านจบ จำง่าย (อัพเดทเนื้อหา 2022)

สรุปหลักการใช้ 12 Tense แบบละเอียด อ่านจบ จำง่าย (อัพเดทเนื้อหา 2022)

สรุป tense ทั้ง 12 แบบ แบบจำง่าย ไม่ต้องท่อง

Tense คือ รูปแบบของของกริยาที่ใช้เพื่อบอกกาลและเวลาของการกระทำนั้น ว่าเป็นการกระทำในอดีต ปัจจุบัน หรือ จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อพูดถึงการเรียนภาษาอังกฤษ  สิ่งแรกๆ ที่เราจะต้องเข้าใจกันก็คือ Tense ซึ่งเป็นอีกหนึ่งเนื้อหาสำคัญ และหลักการของการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันเลย

แต่ปัญหาคือ มันมีถึง 12 Tenses ด้วยกัน! ทำให้หลายๆ คนจำไม่ได้ จำสับสน หรือ ไม่รู้วิธีใช้งานมันว่า อะไรใช้ตอนไหน หรือ ใช้เมื่อไหร่

วันนี้มาเคลียร์ให้จบ แบบอ่านจบแล้ว จำได้เลยแบบไม่ต้องท่อง

เตรียมตัวและสร้างความเข้าใจเรื่อง Tense ที่ถูกต้องก่อนเรียน

       วันนี้เรามาเจอกันอีกแล้วนะครับ ไหน ๆ วันนี้ก็เป็นวันที่อากาศสดใส ท้องฟ้าและเมฆหมอกเป็นใจ เหมาะกับการเรียนรู้หัวข้อที่น้องๆหลายคนยังสับสน ไม่เข้าใจ และมองว่ามันยังยากอยู่ หัวข้อที่พี่จะพาน้องๆไปทำความเข้าใจก็คือ Tenses หรือ กาลเวลา นั่นเองครับ

       อย่าเพิ่งตกใจกลัวไปนะ พี่ขอสัญญาว่าจะขับรถให้น้องๆนั่ง อย่างนุ่มนิ่ม นุ่มนวลที่สุด จะขับรถคันนี้พาน้องๆไปสู่จุดหมายปลายทาง นั่นก็คือ สถานที่ที่มีชื่อว่า “Tense ไม่ยากอย่างที่คิด”

Tense คืออะไร

Tense คืออะไรกันแน่

คำนิยามง่ายๆของ Tense ก็คือคำว่า กาลและเวลา สั้นๆ ง่ายๆ กระชับ เท่านี้จริงๆครับ เพราะฉะนั้น เมื่อใดก็ตามที่น้องๆนึกถึงคำว่า Tense พี่ขอให้นึกถึงคำว่า เวลา โดยอัตโนมัติ

Tense คือ กาลและเวลาของการกระทำ

แต่เวลาที่ว่านี้ ไม่ใช่ เวลาจำพวก 8 โมง หรือ 9 โมง 10 โมงนะครับ พี่หมายถึงเวลาในแง่ของ อดีต (Past) ปัจจุบัน (Present) และอนาคต (Future) เพราะฉะนั้นแล้ว เราอาจจะเชื่อมโยงคำว่า Tense เข้ากับคำว่า “ช่วงเวลา” ก็ฟังดูสมเหตุสมผลครับ

สำหรับช่วงเวลา 3 ช่วงนี้ พี่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกต้องรู้จักและคุ้นเคยกับมันเป็นอย่างดีครับ ไม่ว่าเราจะเกิดเป็นคนชาติไหน ไทย จีน อังกฤษ อินเดีย หรือพม่า

แต่รู้หรือไม่ว่า แต่ละวัฒนธรรมและแต่ละภาษาของแต่ละชนชาติ มีรูปแบบเฉพาะตัวในการนำช่วงเวลาทั้ง 3 ช่วงนี้เข้ามาประยุกต์และปรับใช้ต่างกัน ดูได้จากตัวอย่างต่อไปนี้ครับ

ฉัน กิน ข้าว (ปัจจุบัน)

ฉัน กิน ข้าว เมื่อวานนี้ (อดีต)

ฉันจะ กิน ข้าว พรุ่งนี้ (อนาคต)

   ในภาษาไทยของเรา เราแค่แต่งหรือสร้างคำบอกเวลาขึ้นมาเท่านั้นเองครับ ถ้าเราต้องการบอกว่า อะไรเกิดขึ้นในช่วงเวลาไหน เราก็ใส่คำบอกเวลานั้นๆในประโยค

ไม่ว่าจะเป็น เมื่อวานนี้ เมื่อสองวันก่อน เมื่อปีที่แล้ว ตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ในอนาคตอันไกลโพ้น พรุ่งนี้ มะรืน อีก 10 ปี หรืออะไรก็ตามแต่ แค่นี้ประโยคของเราก็สามารถบอกช่วงเวลาที่เกิดเหตุการณ์ได้แล้วครับ 

      เอาล่ะ เรามาดูตัวอย่างประโยคในภาษาอังกฤษกันบ้าง พี่อยากให้น้องๆสังเกตถึงความเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกันให้ดีนะครับ

I eat rice. (Present)

I ate rice yesterday. (Past)

I will eat rice tomorrow. (Future)

       จากตัวอย่างข้างต้น น้องๆคงพอจะเห็นว่า คำบอกเวลาในภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น Yesterday หรือ Tomorrow นั้นจะส่งผลให้ตัวกริยา (Verb) ของประโยคมีการเปลี่ยนแปลง หรือที่เราเรียกว่า “การผันกริยา (Verb Conjugation)” นั่นเองครับ 

       ถ้าจะให้พี่สรุปแล้วล่ะก็ พี่ขอบอกอย่างนี้ว่า “ภาษาอังกฤษมีการผันกริยา (ด้วยเหตุผลต่างๆ และ Tense เป็นหนึ่งในเหตุผลเหล่านั้น) ส่วนภาษาไทยไม่มีการผันกริยา” 

       แต่การผันกริยาไม่ได้บ่งบอกว่า การเรียนรู้ภาษาไทย ง่ายกว่าภาษาอังกฤษนะครับ เพราะแต่ละภาษาก็มีจุดที่เราต้องทำความเข้าใจแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ในการเรียนภาษาไทยของชาวต่างชาติ ปัญหาที่พวกเขาพบมากเลยก็คือ การผันวรรณยุกต์ของภาษาไทยเราครับ เพื่อนของพี่ที่เป็นคนฝรั่งการันตีเลยครับว่า ภาษาไทยนั้นไม่ง่ายสำหรับเขาเลย

       หมายเหตุ ณ จุดที่เรากำลังเรียนรู้เรื่อง Tense กันอยู่นี้ เราจะให้ความสนใจไปที่กลุ่มกริยาหลัก (Main Verb) ของประโยค ยังไม่ได้ดึงเรื่อง Auxilary/Helping Verb หรือกริยาช่วยมาเกี่ยวข้อง (แค่ชื่อก็กรี๊ดแล้ว) เพื่อเป็นการไม่สร้างความสับสันให้กับผู้เรียน

กริยา 3 ช่อง คืออะไร เมื่อพูดถึง Tense ต้องรู้จัก

      พี่เชื่อว่าน้องๆหลายคนรู้จักและเคยเห็นหรือได้ยิน ผ่านหูผ่านตากันมาก่อน กริยา 3 ช่องที่เราเรียนกันมาตั้งแต่สมัยประถม ยันมัธยม ลากยาวไปจนกระทั่งมหาลัย หลายคนยังไม่เข้าใจถึงความสำคัญของมันดีพอ ด้วยเหตุนี้เอง พี่ขอเสนอตัวให้ความรู้น้องๆกันเสียหน่อยดีกว่า

      จริงๆแล้ว กริยา 3 ช่อง ที่น้องๆท่องจำกันมาตั้งแต่เด็ก เราให้ความสนใจกับกริยากลุ่มหนึ่งที่เรียกว่า Irregular Verb หรือ กริยาที่มีการผันรูปแบบไม่ปกติ พี่ขออธิบายง่ายๆด้วยตารางข้างล่างนี้

Regular Verb (กริยาที่ผันรูปแบบปกติ)-90% Irregular Verb (กริยาที่ผันรูปไม่ปกติ) -10%
เติม D,ED สำหรับใช้ในTenseที่เปลี่ยนไป รูปกริยาที่ผันโดยการเปลี่ยนแปลงคำ ไม่เติม D,ED
Love (1) > Loved (2) > Loved (3)
Kiss (1) > Kissed (2) > Kissed (3)
Walk (1) > Walked (2) > Walked (3)
Go (1) > Went (2) > Gone (3)
Eat (1) > Ate (2) > Eaten (3)
Hurt (1) > Hurt (2) > Hurt (3)

      หลักการของเราก็ง่ายๆครับน้องๆ ให้จินตนาการถึงบ่อน้ำที่มีปลามากมาย พี่แทนปลาเหล่านั้น ว่าเป็นกริยาที่มีในภาษาอังกฤษทั้งหมด

ซึ่งจะมีปลาอยู่ 2 ประเภท คือ ปลากริยาแบบปกติ ก็คือพวกเติม D,ED (ที่มีจำนวนมากกว่า 90%) และปลากริยาแบบไม่ปกติ (ตีง่ายๆว่าเป็น 10%)

เพราะฉะนั้น ถ้าเราต้องการที่จะจำชื่อปลาเหล่านั้น เราก็ควรจำปลาที่มีแค่ 10% ใช่ไหมล่ะครับ เพราะอีก 90% ที่เหลือ เราจะผันกริยาด้วยการเติม D,ED อยู่แล้ว นั่นเอง

ซึ่งเราสามารถเรียนรู้กริยาไม่ปกติเหล่านี้ได้ไม่ยากเลยครับ เพียงแค่พิมพ์คำว่า Irregular verbs บน Google เราก็จะเจอ

ความเข้าใจที่ผิดเกี่ยวกับ กริยา 3 ช่อง

ข้อเข้าใจผิด การผันกริยาช่อง 3 ไม่ได้แปลว่า อนาคต แต่จะใช้ใน Perfect Tense

      มีความเข้าใจผิดของกริยา 3 ช่อง ที่พบบ่อยมากเลย คือ ช่องหนึ่ง คือ ปัจจุบัน ช่องสอง คือ อดีต งั้นช่องสามต้องเป็นอนาคตแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะช่องสาม คือกริยาที่ใช้กับ Perfect และ Past Participle ซึ่งจะอธิบายภายหลัง

เพราะฉะนั้น เรามาสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ การผันกริยาและรูปแบบต่างๆของการผันกริยา กันใหม่ดีกว่าครับ

เกณฑ์ในการผันกริยา (Verb conjugation criteria)

ผันตาม Tense ที่เปลี่ยนไป

อย่างที่เราได้เรียนไปแล้วในเบื้องต้น เวลาที่เปลี่ยนไปจะส่งผลให้กริยาในประโยคของเราเปลี่ยนแปลงและมีการผันตามไปด้วย

ผันตามพจน์ของ Subject เอกพจน์ (Singular) และ พหูพจน์ (Plural)

หลายๆครั้ง เราจะเรียกหัวข้อนี้ว่า Subject and Verb Agreement หรือ ข้อตกลงที่มีร่วมกันของประธานและกริยา

ข้อตกลงนี้ง่ายมากครับ เนื้อหาคือ หาก Subject ของประโยคมีพจน์เป็นอะไร ไม่ว่าจะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ Verb ของประโยคก็ต้องมีพจน์นั้นด้วย โดย ประธานเอกพจน์ คือประธานที่มีเพียงหนึ่งเดียว/หนึ่งคน/หนึ่งสิ่ง ส่วนประธานพหูพจน์ คือประธานที่มีจำนวนมากกว่าหนึ่งขึ้นไป 

หากเราต้องการแต่งประโยคขึ้นมาหนึ่งประโยค ให้เราคิดไว้ในใจเสมอว่า ประโยคที่เราจะสร้างขึ้นมานั้น มีเนื้อหาอยู่ในช่วงเวลาไหน (Tense ไหนนั่นเองครับ อดีต ปัจจุบัน หรืออนาคต) และคิดต่อไปว่า ประธานของเรามีพจน์อะไร เอกพจน์หรือพหูพจน์ 

เช่น เราอยากแต่งประโยคว่า นายแดงชอบหมาของเขา

เราสามารถมองคร่าวได้ว่า Tense ของประโยคที่เราต้องการนี้คือ Present Tense ซึ่งเดี๋ยวจะอธิบายในบทล่างๆ ว่าทำไมเป็น Tense นี้ ตอนนี้ดูแค่เรื่องการผันกริยาก่อน เพราะฉะนั้น กริยาที่เราต้องใช้คือ Verb ช่อง 1

ถัดมา พจน์ของประธาน (นายแดง) มีความเป็นเอกพจน์ เพราะฉะนั้น Verb ช่อง 1 ของเราก็ต้องมีพจน์เป็นเอกพจน์ด้วย

สามารถแต่งประโยคภาษาอังกฤษได้ดังนี้

Mr.Dang likes his dog.

ซึ่ง Likes ในที่นี้ ผันตามทั้ง 2 เงื่อนไขของการผันกริยาแล้ว สามารถอธิบายได้ดังนี้ครับ

  1. Present Tense – เราใช้ Verb ช่อง 1 ซึ่ง จะมีตัวเลือกให้ใช้คือ Like and Likes
  2. พจน์ของประธาน – จากข้อแรก Like เป็นกริยาพหูพจน์ ส่วน Likes เป็นกริยาเอกพจน์ ซึ่งเราต้องใช้ Likes เพราะ Mr.Dang มีคนเดียวและมีพจน์เป็นเอกพจน์

      ต่อจากนี้เป็นต้นไป น้องๆจำไว้นะครับว่า กริยาช่อง 1 จะมี 2 รูปเสมอ นั่นก็คือ รูปเอกพจน์ (เติม S/ES) และรูปพหูพจน์ (ไม่เติมอะไรทั้งสิ้น) 

       วิธีในการเติม S/ES นั้นพี่จะยังไม่ลงลึกนะครับ ขอให้เราเข้าใจตรงกันก่อนเป็นพอ ว่ากริยาเอกพจน์ต่างจากกริยาพหูพจน์ ตรงที่มีการ Suffix S/ES (การเติมตัวอักษรหลังคำต่างๆ)

รูปแบบของกริยาที่มีการผัน (Types of Conjugated Verbs)

ตารางแสดงรูปแบบทั้งหมดของกริยาผันรูปแบบต่างๆ

       จากตัวอย่างข้างต้น จะเห็นได้ว่า รูปแบบการผันกริยานั้น มีมากกว่าแค่ การผันแบบช่อง1, 2, 3 แต่รวมไปถึงการเติม Ing หรือ การใช้กริยาช่วยเพื่อบอกอนาคต เช่น Will และ Shall เป็นต้น

      แต่เพื่อไม่ให้เป็นการพาน้องๆออกนอกขอบเขตของเรื่อง Tense จนเกินไป พี่จะยังไม่อธิบายถึงเรื่องของ Participles หรือเรื่องอื่นๆในเวลานี้

รู้จักกับ Infinitive กันสักนิด

       กริยา (Verb) ทุกตัวในภาษาอังกฤษจะมีรูปแบบดั้งเดิม หรือรูปแบบที่ไม่ผ่านการผันใดๆ (Infinitive) 

  • Infinitive ของ Go คือ Go 
  • Infinitive ของ Love คือ Love

สังเกตุว่า รูปกริยาพหูพจน์ช่องที่ 1 มักจะมีรูปเดียวกับ Infititive แต่น้องๆอย่าได้เข้าใจผิดว่า มันเป็นตัวเดียวกันเด็ดขาดนะครับ แค่มีรูปเดียวกันเฉยๆ โดยตัวอย่างที่จะทำให้น้องๆ เห็นภาพได้ชัดเจนที่สุดคือ Verb to be ครับ

Infinitive ของ Verb to be คือ Be ไม่ใช่ Are 

เช่น I want to be a doctor. ไม่ใช่ I want to is/am/are a doctor.

หรือ I will be a doctor. ไม่ใช่ I will is/am/are a doctor.

เรียนรู้เรื่อง Tenses ทั้ง 12 อย่างเข้าใจง่าย โดยพี่โอม Forward English

มาเข้าสู่การเรียน Tense แบบถูกวิธีกันเถอะ

       พี่ขอเริ่มต้นด้วยคำว่า “ลืมสิ่งที่น้องๆเคยเรียนมาเกี่ยวกับ Tense ในโรงเรียนไปก่อน” ไม่ว่าจะเป็นชนิดของ Tense ที่มี 12 รูปแบบ หรือ 24 รูปแบบ (รวม Passive voice เข้าไปด้วย) พี่มองว่า การเรียนแบบนี้ไม่เกิดผลดีหรือมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร 

เอาล่ะ เริ่มกันเลยนะครับ !!!

ความเข้าใจที่เราต้องมีร่วมกันก่อนเลยก็คือ เมื่อเรากล่าวถึง Tense ให้เรารู้โดยอัตโนมัติเลยว่า เรากำลังโฟกัสไปที่ ส่วนของกริยาในประโยค อย่างที่เรารู้กันดีในเรื่องของ การผันกริยา (Verb Conjugation) นั่นเอง

       หากจะกล่าวถึง Tense หรือกาลและเวลา มันก็มีเพียง 3 ช่วงเวลาเท่านั้นแหละครับน้องๆ อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ไม่ได้มี 12 หรือ 24 tense ใดๆทั้งสิ้น 

จำไว้แค่จริงๆ Tense มันมีแค่ 3 ช่วงเวลา อดีต ปัจจุบัน อนาคต แค่นั้น
ไม่ได้มี 12 ช่วงเวลาตาม 12 Tenses 

เพราะฉะนั้น “Tense = Past, Present, and Future”

พี่ขอนำเสนอ Keyword ของแต่ละ Tense ดังนี้ครับ

ตารางแสดงและเปรียบเทียบ Present Tense, Past Tense และ Future Tense

      มาถึงจุดนี้แล้ว อาจจะมีข้อสงสัยเกิดขึ้นว่า ถ้า Tense มันมีแค่ 3 Tense แล้วที่เราเคยเรียนกันมา เกี่ยวกับ Perfect หรือ Continuous มันอยู่ส่วนไหน คำตอบคือ มันมีอยู่ครับ แต่นั่นไม่ได้เรียกว่า Tense  แต่มันคือ… !!

The 4 Horsemen of Tenses (4 จตุรอาชาแห่ง Tenses)

เปิดตัวมากับชื่อสุดเท่ห์ ว่า 4 จตุรอาชาแห่ง Tense กันเลยทีเดียวครับน้องๆ แต่เอาง่ายๆ มันคือ รูปแบบของเครื่องมือ 4 ตัวที่ใช้งานหรือทำงานร่วมกันกับ Tense ทั้ง 3 ของเรานั่นเองครับ

Horseman “Simple”

 

  • ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติ ไม่มีการทับซ้อนกันของช่วงเวลา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจง 
  • หัวใจหลัก (Key point) ของ Simple คือ กริยาหลักตัวเดียว (1 Main Verb)

Simple

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจง

Keyword

กริยาหลักตัวเดียว (1 Main Verb)

Horseman “Continuous”

  • ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่มีความเฉพาะเจาะจง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
  • หัวใจหลัก (Key point) ของ Continuous คือ การที่กริยาหลักของเราจะเติม Ing หรือ Present Participle และมี Verb to be มาขยายประกอบ วางไว้ด้านหน้า

Continuous

เหตุการณ์ที่มีความเฉพาะเจาะจง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

Keyword

Verb to be + Ving (Present participle)

Horseman “Perfect”

  • ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันของช่วงเวลา
  • หัวใจหลัก (Key point) ของ Perfect คือ การที่กริยาหลักจะใช้รูปของ V ช่อง 3 หรือ Past Participle และมี Verb to have มาขยายประกอบ วางไว้ด้านหน้า

Perfect

เหตุการณ์ที่มีความเกี่ยวเนื่องกันของช่วงเวลา

Keyword

Verb to have + V3 (Past participle)

 

Horseman “Perfect Continuous”

  • ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เราต้องการเน้นย้ำถึงความต่อเนื่องของการทำกริยาใดกริยาหนึ่ง ว่าเราทำกริยานั้นอย่างเข้มข้น มีความคาบเกี่ยวกับช่วงเวลาที่มากกว่า รูปแบบ Perfect
  • หัวใจหลัก (Key point) ของ Perfect Continuous คือ การผสมผสานกันของ Keyword 2 รูปแบบ คือ Perfect + Continuous
โครงสร้างประโยคของ Perfect Continuous

Perfect Continuous

เหตุการณ์ที่เราต้องการเน้นย้ำถึงความต่อเนื่องของการทำกริยา

Keyword

Verb to have + Been + Ving

 

การใช้รูปแบบทั้ง 4 ประยุกต์เข้ากับแต่ละ Tense

1. การเข้าใจว่าแต่ละรูปแบบมีการใช้งานอย่างไร (Function)
  a) Simple – เหตุการณ์ปกติ ธรรมดา เกิดขึ้นทั่วไป ไม่เจาะจง
  b) Continuous – เหตุการณ์ที่เฉพาะเจาะจง ณ ช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง
  c) Perfect – เหตุการณ์ที่บ่งบอกถึงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ ผ่านช่วงเวลา
  d) Perfect Continuous – เหตุการณ์ที่เราทำอย่างต่อเนื่อง เข้มข้น ผ่านช่วงเวลาเช่นเดียวกัน

รวม Horseman และ Tense เข้าด้วยกัน เราจะได้ทั้งหมด 12 Tense
ตารางแสดงโครงสร้างของ Tense ทั้ง 12 แบบเข้าใจง่าย
ตารางแสดงความหมายของทั้ง 12 Tense

วิธีการใช้ 12 Tenses อย่างละเอียดและจำง่าย

Past Simple Tense

Structure: Sub + V2

การใช้งาน:  เหตุการณ์ในอดีตปกติ
จุดพิเศษ:    หากเป็น clause บอกเวลา สามารถใช้ได้กับหลากหลายรูปแบบ เช่น ใช้คู่กับประโยคในรูปแบบ Perfect/Perfect Continuose

เช่น I was waiting for my mom when my friend called.
ฉันกำลังรอแม่ของฉัน เมื่อตอนที่เพือนโทรมา

ตัวอย่างประโยค Past Simple Tense:

1. I went to Chiang Mai last year.

ฉันไปเชียงใหม่เมื่อปีที่แล้ว

2.John studied Law in college.

จอนห์เรียนกฎหมายสมัยที่เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัย

3.Beth walked to school everyday when she was young.

เบธเดินไปโรงเรียนทุกวันเมื่อครั้งที่เธอยังเด็ก

everyday when she was young ถือว่าเป็นส่วนบอกเวลาทั่วไป ไม่ได้เฉพาะเจาะจง บอกความเป็นปกติในอดีต)

Past Continuous Tense

Structure: Sub + Was/Were + Ving

การใช้งาน: เหตุการณ์ในอดีต ที่เจาะจง
จุดพิเศษ: หลายครั้ง เราจะเจอประโยคในลักษณะที่เป็นดังนี้ คือ ประโยคหลักใช้ Past Con และ Time indicator เป็น Past Simple

ตัวอย่างประโยค Past Con:

1.I was watching TV when my mom came in.

ฉันกำลังดูทีวีอยู่ ตอนที่แม่ฉันเดินเข้ามา (อดีต)

2.I was eating snacks at 10.30 a.m. yesterday.

ฉันกำลังกินขนมอยู่เมื่อตอนสิบโมงครึ่ง เมื่อวานนี้ (เวลาเฉพาะเจาะจง จึงใช้ Con)

3.The kids were playing while the parents were talking to one another.

พวกเด็กๆกำลังเล่นกันอยู่ในขณะที่พวกผู้ปกครองกำลังพูดคุยกัน 

(เหตุการณ์ 2 เหตุการณ์เกิดขึ้นพร้อมๆกันในอดีต)

Past Perfect Tense

Structure: Sub + Had + V3

การใช้งาน: ใช้อธิบายลำดับของเหตุการณ์ว่าอันไหนเกิดก่อนหรือเกิดหลัง
จุดพิเศษ: ประโยคที่เกิดก่อนใช้ Past Con ประโยคที่เกิดตามมาใช้ Past Simple
มักใช้กับ Before/After/By the time….

ตัวอย่างประโยค Past Perfect:

1.Before I went to bed, I had finished my homework.

ก่อนที่ฉันจะเข้านอน ฉันทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เหตุการณ์ที่เป็นอดีตกว่า คือ I had finished my homework

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลังคือ I went to bed

2.The girls came back after they had spent the night together at the school.

พวกเด็กผู้หญิงกลับมา(บ้าน)หลังจากที่พวกเขาไปนอนกันที่โรงเรียน

เหตุการณ์ที่เกิดก่อนคือ พวกเขาไปนอนที่โรงเรียน

เหตุการณ์ที่เกิดหลังคือ พวกเด็กๆกลับมาบ้าน
(หลังจากไปนอนทีโรงเรียนมา)

Past Perfect Continuous

Structure: Sub + Had + Been + V3

การใช้งาน: ใช้อธิบายลำดับของเหตุการณ์ว่าอันไหนเกิดก่อนหรือเกิดหลัง แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน จะมีความเข้มข้นมากกว่า Past Perfect

จุดพิเศษ: ประโยคที่เกิดก่อนใช้ Past Perfect Con ประโยคที่เกิดตามมาใช้ Past Simple

ตัวอย่างประโยค Past Perfect Continuous:

1. Before I went to bed, I had been doing my homework for 3 hours.

ก่อนที่ฉันจะเข้านอน ฉันทำการบ้าน(อย่างจริงจัง)กว่า 3 ชั่วโมง

ทำการบ้านอย่างจริงจัง (เสร็จแล้ว) จึงค่อยเข้านอน

การใช้งานเหมือน Past Perfect แต่เราจะเน้นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนนั้น มีความต่อเนื่อง จริงจัง และเข้มข้นกว่าแบบ Past Perfect ธรรมดา

2. The girls came back after they had been playing with one another all night.

พวกเด็กหญิงกลับบ้าน หลังจากที่พวกเขาได้เล่นกันตลอดทั้งคืน (แบบไม่หลับไม่นอน)

ตารางสรุป Past Tenses ทั้งหมด และเปรียบเทียบแต่ละรูปแบบ

Present Simple

Structure: Sub + V1

การใช้งาน: เหตุการณ์ปัจจุบัน ธรรมดา ปกติ

จุดพิเศษ:
1.สามารถใช้บอกอนาคตที่เป็นตารางงาน ตารางเวลา นัดหมาย ได้

The train leaves at 10 a.m. tomorrow.
(รถไฟจะออกจากสถานีตอน 10 โมงเช้าวันพรุ่งนี้)

เนื้อความของประโยคบ่งบอกอนาคต แต่สามารถใช้ Present Simple ได้ เพราะเป็นอนาคตในลักษณะตารางเวลา

2.ใช้ในการพากษ์กีฬา หรือการเล่าเรื่องที่ต้องการอรรถรส

Ronaldo brings the ball up close ! He kicks it and it goes in.
(นี่คือการพากษ์กีฬาฟุตบอล เราอยากให้การพากษ์มีชีวิตชีวา จึงใช้ Present Simple บรรยายเหตุการณ์ที่เป็นอดีต)

ตัวอย่างประโยค Present Simple:

1.I love you.
ฉันรักคุณ

2.She hates me.
หล่อนเกลียดฉัน

3.Let’s go to DisneyLand.
พวกเราไปเที่ยวดิสนี่ย์แลนด์กันเถอะ

Present Continuous Tense

Structure: Sub + Is/Am/Are +Ving

การใช้งาน: เหตุการณ์ที่กำลังทำอยู่ ณ ขณะพูด หรือ ช่วงเวลาที่พูด

จุดพิเศษ:

       นอกจาก Present Con จะใช้บอกเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นในขณะที่พูด หรือช่วงเวลาโดยรวมในขณะนั้น 

       Present Con ยังสามารถใช้บอกอนาคต (ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนได้ คิดเป็นตัวเลขประมาณ 90-99%)

1.John is playing basketball with me tonight.

(จอนห์จะเล่นบาสเกตบอลกับฉันในคืนนี้)

ประโยคข้างต้นบ่งบอกว่า จอนห์มีโอกาสค่อนข้างแน่ว่าเขาจะไปเล่นบาสเกตบอลกับฉันในคืนนี้

ตัวอย่างประโยค Present Continuous:

1.I am studying Math with Mr.David right now.
ฉันกำลังเรียนเลขกับอาจารย์เดวิดตอนนี้ (ณ ขณะที่กำลังพูดอยู่ตอนนี้)

2.Mr.David is learning Japanese this summer.
นายเดวิดกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นในช่วงฤดูร้อนนี้
(ประโยคข้างต้นไม่ได้บอกว่า เดวิดกำลังเรียนภาษาญี่ปุ่นในขณะนั้น แต่ในช่วงนั้น ซึ่งก็คือช่วงฤดูร้อน)

Present Perfect

Structure: Sub + Have/Has + V3

การใช้งาน:เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ผลของเหตุการณ์ยังมีผลให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน

จุดพิเศษ: หลายๆคนอาจจะคิดว่า Perfect นั่นซับซ้อนและยุ่งยาก

       แต่จริงๆแล้ว เราแค่เพียงต้องจำหัวใจสำคัญหลักของมัน ซึ่งก็คือ
การคาบเกี่ยวกันของเวลา

Present Perfect จะใช้อธิบายเหตุการณ์ในลักษณะดังต่อไปนี้

  1. ประสบการณ์ (เพราะเรามีมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน)
    เรามักจะเจอส่วนบอกเวลาที่ใช้กับคำว่า Since และ For
  2. สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว แต่ผลของเหตุการณ์ยังมีให้เห็นอยู่ เช่น การเปิดไฟ (เราเปิดไฟแล้ว กริยาการเปิดไฟจบแล้ว แต่ไฟที่เราเปิดยังสว่างอยู่) เป็นต้น
  3. เหตุการณ์ที่ยังไม่เสร็จ/หรือเพิ่งเสร็จ มักมีคำเหล่านี้ประกอบ คือ Already, Yet, Just เป็นต้น

ตัวอย่างประโยค Present Perfect Tense:

1.I have loved you for a thousand years.
ฉันได้รักเธอมาเป็นเวลาหนึ่งพันปีแล้ว (รักมาตั้งแต่อดีต จนถึงปัจจุบัน)

For ในที่นี้เป็น Preposition ตามด้วยคำนาม หรือวลีบอกเวลา

2.I have loved you since I was young.
ฉันได้รักเธอมา ตั้งแต่ฉันยังเด็ก
Since ตามด้วยประโยคที่ใช้ Past simple

Present Perfect Continuous

Structure: Sub +Have/Has + Been + Ving

การใช้งาน:เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ผลของเหตุการณ์ยังมีผลให้เห็นมาจนถึงปัจจุบัน และบ่งบอกถึงแน้วโน้มที่จะดำเนินต่อไปในอนาคตด้วย

จุดพิเศษ: ลักษณะการใช้งาน เหมือนกับ Present Perfect แทบจะทุกประการ

เพียงแต่เราจะเน้นว่า เราทำกริยานั้นๆแบบเข้มข้น ต่อเนื่องกว่า และบอกใบ้ว่าเราจะทำกริยานั้นต่อไปในอนาคตด้วย

แต่เราไม่นิยมใช้ Perfect Con กับกริยาที่เกี่ยวข้องกับสภาวะทางอารมณ์ หรือความรู้สึก เรียกรวมๆว่า Verbs of Perception

เช่น Love, like, see, smell, taste, believe, etc.

ถ้าเป็นกลุ่มกริยาด้านบน แนะนำให้ใช้กับ Present Perfect ธรรมดาก็พอ

I have believed in God since I survived an earthquake miraculously.

(ฉันได้เชื่อในพระเจ้า ตั้งแต่ฉันเอาชีวิตรอดจากแผ่นดินไหวมาได้อย่างปาฏิหาร)

ตัวอย่างประโยค Present Perfect Continuous:

1.I have been living on this horse for 30 years.
ฉันได้อยู่บ้านหลังนี้มาเป็นเวลากว่า 30 ปีแล้ว
(ฉันอยู่มาตั้งแต่อดีต จวบจนถึงปัจจุบัน และจะอยู่ต่อไปในอนาคตด้วย)

2.Jane has been preparing her presentation since this morning.
เจนได้เตรียมการนำเสนอของเธอ ตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว
(เจนเตรียมมาตลอด และจะเตรียมต่อไป จนกว่าจะถึงเวลานำเสนอ)

สรุป Present Tenses ทั้งหมด

Future Simple Tense

Structure: Sub + Will + V infinitive

การใช้งาน: อนาคตทั่วไป ปกติ ธรรมดา

จุดพิเศษ: บอกอนาคตโดยทั่วไป ถ้าจะแสดงเป็นความน่าจะเป็น โอกาสเกิดเหตุการณ์จะเป็นตัวเลข ประมาณ 50%

ตัวอย่างประโยค Future Simple:

1.I will see you tomorrow.
ฉันจะเจอคุณพรุ่งนี้

2.She will be absent next week.
หล่อนจะไม่อยู่อาทิตย์หน้า

3.Will you come back tomorrow?
ฉันจะกลับมาไหมในวันพรุ่งนี้

Future Continuous

Structure: Sub + Will + Be + Ving

การใช้งาน: เหตุการณ์ในอนาคตที่เฉพาะเจาะจง ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ

จุดพิเศษ: คำบอกเวลาต้องมีความเจาะจง ชัดเจน เจาะลึก ไม่ว่าจะเป็น คำ วลี หรือ อนุประโยค
เช่น
– At 9 p.m. tomorrow
– When she arrives tomorrow morning.

ตัวอย่างประโยค Future Continuous:

1.Paul will be studying English at 10 a.m. tomorrow.
พอลจะกำลังเรียนภาษาอังกฤษอยู่อย่างแน่นอน ตอน 10 โมงเช้าวันพรุ่งนี้

2.I will be playing a video game when you arrive tomorrow evening.
ฉันคงกำลังเล่นเกมอยู่ ตอนที่เธอมาถึงตอนหัวค่ำของวันพรุ่งนี้

Future Perfect

Structure: Sub + Will + Have + V3

การใช้งาน: เหตุการณ์จะแล้วเสร็จ ณ เวลาที่ได้กล่าวไว้ในอนาคต

จุดพิเศษ: มักใช้ร่วมกับ ส่วนบอกเวลาที่ขึ้นต้นด้วย By

โดย By เป็น Preposition ตามด้วย N, N phrase, N clause

ความหมายคล้ายกับ before คือ
ก่อนเวลา/เมื่อเวลา…………

ใช้ได้ในลักษณะนี้

1.By + เวลา

(ซึ่งเวลาเป็นคำนามอยู่แล้ว)

2.By + the time………

หลังคำว่า the time เราสามารถใส่ประโยคได้ ซึ่งมันจะทำหน้าที่ขยาย the time ว่าเป็น เวลาอะไร กับใคร เมื่อไหร่ เป็นต้น

ตัวอย่างประโยค Future Perfect:

1.By the time we have dinner, I will have finished my homework.
เมื่อตอนที่เราทานอาหารเย็น ฉันคงทำการบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว

(ทำเสร็จก่อน แล้วจึงค่อยทานอาหารเย็น)

2.Jane will have come back from the cinema by 10 p.m.
เจนคงจะกลับมาถึงบ้านหลังจากที่ไปดูหนังมา ก่อน 4 ทุ่ม (หรือ 4 ทุ่มตรงก็ได้)

Future Perfect Continuous Tense

Structure: Sub + Will + Have + Been + Ving

การใช้งาน:เหตุการณ์จะดำเนินต่อไปในอนาคต แม้จะผ่านจุดที่บอกเวลาในประโยคมาแล้ว มีความต่อเนื่องของการกระทำค่อนไปในอนาคตเรื่อยๆ

จุดพิเศษ: ลักษณะการใช้งานไม่ต่างจาก Future perfect

แต่แน่นอนว่า กริยาของเราจะให้ความรู้สึกที่เข้มข้น ต่อเนื่องกว่าแบบ Future perfect ธรรมดา

ตัวอย่างประโยค Future Perfect Continuous:

1.By the time we have dinner, I will have been doing my homework for 3 hours.
เมื่อตอนที่เราทานอาหารเย็น ฉันคงทำการบ้านมาเป็นเวลากว่า 3 ชั่วโมงแล้ว

(ให้ความรู้สึกว่า ฉันทำการบ้านอย่างเข้มข้น ต่อเนื่อง และอาจทำเสร็จหรือไม่เสร็จก็ได้ หรืออาจจะช่วงระหว่างทานอาหารเย็นต่อ หรือหลังจากนั้น ได้ทั้งหมดเลยครับ)

ตารางสรุป Future Tense แบบละเอียด และวิธีการใช้งาน

บทสรุปมหากาพย์เรื่อง Tense ทั้ง 12 Tenses

สรุปแล้วเราจะเห็นได้ว่า Tenses คือ เรื่องของกาลและเวลา ในการบอกว่า ประโยคนั้นๆ อยู่ในช่วงเวลาไหน หรือ เราเน้นย้ำเวลาไหน

ซึ่งหลักๆ มีแค่ อดีต ปัจจุบัน อนาคต แค่นั้น

ส่วนที่เหลือ เกิดมาเพื่อเน้นให้เวลานั้นชัดเจนมากขึ้น หรือ เพื่อเน้นว่า การกระทำนั้นส่งผล หรือเป็นยังไงแค่นั้น

เพราะงั้นเราจำแค่ 3 แก่นหลักๆ แล้วที่เหลือเราจะเข้าใจเพิ่มขึ้นได้เองตามโครงสร้างประโยค

Leave a Reply

Your email address will not be published.