Home » เทคนิคพิชิต ข้อสอบ Error identification พร้อมเฉลย ตะลุย TGAT TPAT Eng

เทคนิคพิชิต ข้อสอบ Error identification พร้อมเฉลย ตะลุย TGAT TPAT Eng

หนึ่งในข้อสอบที่หินที่สุดในข้อสอบภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น TGAT Eng TPAT ก็ตาม ทุกคนก็จะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า พาร์ท ข้อสอบ Error คือ ยากสุด!

วันนี้พี่ๆ จะมาบอกเทคนิคพิชิตข้อสอบ Error Identification พร้อมตัวอย่างและเฉลยแบบละเอียดเลย

สวัสดีครับน้องๆ วันนี้เรามาเจอกันอีกแล้วนะครับ พี่เชื่อว่าน้องๆหลายๆคนกำลังเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบกันอย่างขมักเขม่น

และก็อีกเช่นเคย พี่จะนำเทคนิคดีๆในการพิชิตข้อสอบวิชาภาษาอังกฤษ พาร์ทที่หลายๆคนบอกกันว่าหินและโหด มาตีแผ่และทำให้ง่ายต่อการย่อยและดูดซึมความรู้ อยากรู้แล้วใช่ไหมครับว่า ข้อสอบพาร์ทนี้คืออะไร คำตอบก็คือ “ข้อสอบ Error Identification” นั่นเองครับ 

เด็กนักเรียนไทยอย่างเราๆ แน่นอนว่าคุ้นเคยกับการเรียนแกรมม่ามาตั้งแต่สมัยเริ่มเรียนภาษาอังกฤษกันใหม่ๆเลยทีเดียว แต่ด้วยเหตุอันใดกันหนอ จึงทำให้ข้อสอบพาร์ท Error Identification นั้นกลายเป็นฝันร้ายของน้องๆนักเรียนส่วนใหญ่ 

ก่อนอื่นเลย เราต้องมาทำความรู้จักกันข้อสอบพาร์ทนี้กันก่อนครับ 

ลักษณะของข้อสอบ Error

  1. โจทย์จะให้ประโยคหรือแต่งประโยคมาให้น้องๆได้อ่าน ข้อละ 1 ประโยค (บางข้อก็มีสองประโยค) 
  2. โจทย์จะขีดเส้นใต้คำบางคำในประโยคนั้นๆ (ส่วนมาก 4 -5 ตำแหน่ง แล้วแต่ข้อสอบ)
  3. โจทย์จะกำหนดให้คำที่ถูกขีดเส้นใต้นั้นผิด 1 ตำแหน่ง กล่าวคือ หาข้อผิดให้เจอจากตัวเลือกเหล่านั้น

Mary, who is my best friend, has been trying his best to finish her essay for days. 

จากโจทย์ จะเห็นว่ามีคำที่ถูกขีดเส้นใต้อยู่ด้วยกัน 4 ตำแหน่ง ได้แก่ 

  • Who
  • Has been
  • His
  • essay

น้องๆ ต้องใช้ความรู้ที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดมาวิเคราะห์เพื่อข้อจุดที่ผิดตามหลักไวยากรณ์ของภาษาอังกฤษ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่หลายคนถนัด เพราะไวยากรณ์ภาษาอังกฤษนั้นก็มีมากมายหลายเรื่อง จนทำให้เราสับสนได้

เอาล่ะครับ เราได้มาทำความรู้จักกับข้อสอบ Error กันแล้ว ว่ามันมีหน้าตาแบบไหน และวัดความรู้อะไรในตัวเราได้บ้าง ก่อนที่จะไปดูเทคนิคการทำข้อสอบ Error พี่ขอแนะนำน้องๆถึงเรื่องที่สำคัญและควรรู้ก่อนเริ่มทำข้อสอบ ซึ่งหากน้องๆรู้เรื่องเหล่านี้ไว้ จะมีข้อดีมากๆในการทำข้อสอบ Error Identification 

1. ชนิดของประโยค และ ชนิดของโครงสร้างประโยค

ชนิดของประโยค (Types of Sentences) ตัวอย่างประโยค Positive ตัวอย่างประโยค Negative
ประโยคอธิบาย (Declarative) I love you. I do not love you.
ประโยคคำถาม (Interrogative) Do you love me? Do you not love me?
Don’t you love me?
ประโยคคำสั่ง (Imperative) Love me. Do not love me.
Don’t love me.
ประโยคอุทาน (Exclamatory) Love me! Do not love me!
Don’t love me!

หมายเหตุ: น้องๆอาจจะสงสัยว่าประโยคปฏิเสธหายไปไหน คำตอบคือ ไม่ได้หายไปไหนครับ แต่การทำประโยคให้เป็นปฏิเสธนั้น สามารถทำได้ในทุกๆชนิดของประโยคข้างต้น ดูได้จากตัวอย่าง เปรียบเทียบกันได้เลยครับ

ชนิดของโครงสร้างประโยค (Types of Sentence Structure) ตัวอย่าง
ประโยคความเดียว (Simple) I love you.
ประโยคความรวม (Compound) I love you and I like watching TV.
ประโยคความซ้อน (Complex) I love you, so I take good care of you.
ประโยคความผสม (Compound -Complex) I love you, so I take good care of you, but I don’t really like your brother.

หลักการง่ายคือ เราสร้าง/แต่งประโยคด้วยพื้นฐานของชนิดของประโยค ประโยคเราจะยาวไหม ใจความง่ายๆ หรือใจความซับซ้อน แล้วจึงค่อยคิดต่อไปว่า เราจะสื่อความหมายแบบบอกเล่า คำถาม คำสั่ง หรืออุทาน

2. หัวใจหลักของประโยคแต่ละประโยคคือ กริยาแท้ (Finite Verb)

ซึ่งจะมีเพียงตำแหน่งเดียวในหนึ่งประโยค หากน้องๆพบกริยามากกว่า 1 ตัว ในหนึ่งประโยคของน้องๆ ให้น้องๆเดาได้เลยว่า จะต้องมีกริยาไม่แท้ (Non-Finite Verb) เข้ามาเกี่ยวข้อง

เช่น I love John whom my sister also admires.

จะเห็นได้ว่า ประโยคข้างต้นมีกริยา 2 ตัว นั่นก็คือ love และ admires คำถามจึงเกิดขึ้นมาว่า ตัวไหนล่ะ ที่เป็นกริยาแท้ของประโยค

เรามาทำการวิเคราะห์กันครับ

วิธีการวิเคราะห์ ข้อสอบ Error

แต่ถ้าหากพี่แต่งประโยคด้านบนเพิ่ม

จาก I love John whom my sister also admires, but seeing him fall in love with someone else hurts us both

3. รู้จักหน้าที่และชนิดของคำที่มาประกอบกันจนเป็นประโยค (Parts of speech)

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากเลยนะครับน้องๆ หากเราไม่ทำความเข้าใจกับเรื่องนี้ให้ดี ปัญหามากมายจะเกิดขึ้นตามมาได้ ในการเรียนภาษาอังกฤษของน้องๆ ไม่ต้องถึงเรื่องทำข้อสอบเลยด้วยซ้ำไป

พี่จะขอพูดคร่าวๆนะครับ เพื่อให้ไม่เป็นการเสียเวลา

Parts of speech คือชิ้นส่วน หรือส่วนประกอบชนิดต่างๆ ที่เราใช้ในการสร้างประโยคทุกประโยค วลีทุกวลี และ คำศัพท์ทุกคำในภาษาอังกฤษนั้น เราสามารถและต้องบอกได้ว่า คำๆนั้นเป็น Parts of speech ตัวไหน เช่น Water เป็น คำนาม (noun) He เป็น คำสรรพนาม (pronoun) love เป็นคำกริยา (verb) เป็นต้น

นอกจากเราต้องบอกได้ว่าคำไหนเป็นคำชนิดอะไรได้แล้ว เรายังต้องบอกได้ว่าหน้าที่ในประโยคของคำแต่ละชนิดคืออะไรได้ด้วย เช่น คำนาม (noun) ทำหน้าที่เป็น ประธานของประโยคได้ เป็นกรรมของกริยาได้ ทำหน้าที่ขยายนามด้วยกันเองก็ได้ เป็นต้น

Parts of speech ทั้ง 8 ตัว ได้แก่
1. Noun – คำนาม
2. Pronoun – คำสรรพนาม
3. Adjective – คำคุณศัพท์
4. Verb – คำกริยา
5. Adverb – คำกริยาวิเศษณ์
6. Preposition – คำบุพรบท
7. Conjunction – คำสันธาน
8. Interjection – คำอุทาน

Part of speech ตัวอย่าง หน้าที่
Noun (นาม) Boy, girl, honesty, education - ประธานของประโยค
- กรรมของกริยา
- กรรมของบุพรบท
- ส่วนขยายคำนามด้วยกันเอง
Pronoun (สรรพนาม) I, you, we, they, us, me, everyone, everybody, anything - ทำหน้าที่แทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้คำนามเดิมๆซ้ำๆ เช่น John loves you. He hates me.
- He ในที่นี้ คือ John นั่นแหละครับ แต่ในประโยคที่ 2 เราไม่อยากใช้คำว่า John ซ้ำ สองรอบ เลยใช้ He แทน
Adjective (คุณศัพท์) Beautiful, smart, good, bad - ขยายคำนามและสรรพนาม
- เช่น good boy แปลว่าเด็กชายที่ดี หรือเด็กดี
Verb (กริยา) Run, walk, eat, love, smile - บอกว่าประธานของประโยคทำอะไรอยู่ เป็นส่วนสำคัญของภาคแสดง
Adverb (กริยาวิเศษณ์) Slowly, quicky, fast, rarely, well, however, nevertheles - ขยาย Parts of speech ตัวอื่นๆ ยกเว้น Noun และ Pronoun
- เพราะการขยาย Noun และ Pronoun เป็นหน้าที่ของ Adjective ไปแล้ว
- เช่น I run slowly. ในที่นี้ slowly ทำหน้าที่ขยาย Run ว่า วิ่งแบบไหน วิ่งแบบช้าๆไง
Preposition (บุพบท) In, on, at, under, towards, to - ใช้เชื่อมคำที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลัง บอกความสัมพันธ์กันในลักษณะต่างๆ เพื่อให้ประโยคโดยรวมดูไม่แปลกตา ฟังไม่แปลกหู
- เช่น I go to school. หาก ตัดคำว่า to ออกไปประโยคจะเป็น
- I go school ซึ่งฟังดูแปร่งๆ ไม่เพราะ
Conjunction (สันธาน) And, but, so, yet, - ใช้เชื่อมคำกับคำ หรือประโยคกับประโยค แล้วแต่ความหมายของคำสันธานตัวนั้นๆไป
- เช่น I love you and I drink water. (เชื่อมประโยค)
- I love you and him (เชื่อมคำ)
Interjection (อุทาน) Aha, wow, huray - ใช้แสดงอารมณ์ต่างๆ ขึ้นอยู่กับความหมายและอารมณ์ของคำนั้นๆ
- เช่น Wow! แสดงอารมณ์ตื่นเต้น
- Aha! แสดงอารมณ์ แปลกใจ

เห็นอย่างนี้แล้ว อย่าเพิ่งถอดใจกันไปก่อนนะครับน้องๆ ถือว่าพี่ได้ให้การบ้านน้องๆ ไปศึกษาเพิ่มเติมถึงสามเรื่องที่ได้ได้เกริ่นมาแล้วข้างต้น เพื่อประโยชน์ของตัวน้องๆเองในการทำข้อสอบ Error

ในพาร์ทที่ 2 เราจะเริ่มมาเข้าเทคนิคการทำข้อสอบกันนะครับ แล้วเจอกันครับ

เทคนิคพิชิตข้อสอบ Error identification (พาร์ท 2)

1. Errors in verb forms หรือ ความผิดพลาดในเรื่องรูปของคำกริยา

เอาล่ะครับน้องๆ หลังจากที่พี่ได้พาน้องๆไปรู้จักกับเรื่องที่น่ารู้และสำคัญในการทำข้อสอบแนว Error Identifcation พาร์ทแรกกันแล้ว วันนี้เราจะมาต่อกันที่พาร์ทที่ 2 ซึ่งเป็นเทคนิคและแนวข้อสอบจริงที่จะช่วยให้น้องๆ ทำคะแนนได้มากขึ้น และมากไปกว่านั้น หากน้องๆ มีความเข้าใจในเรื่องเหล่านี้ได้ดีพอ การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของน้องๆจะถูกยกระดับให้สูงขึ้นได้ อย่างที่น้องๆคาดไม่ถึงกันเลยทีเดียวครับ

โดยพี่ขอแบ่งแนวข้อสอบออกเป็น เรื่องต่างๆที่ข้อสอบชอบหรืออาจจะนำมาออก ซึ่งหากน้องๆ หมั่นฝึกทำ หมั่นฝึกฝน และหมั่นเรียนรู้ พี่เชื่อว่า ไม่มีอะไรยากเกินความสามารถน้องๆ แน่นอนครับ

โดยความเป็นไปได้ที่โจทย์จะออกเรื่องต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีดังต่อไปนี้ 

1.1 Subject and Verb Agreement 

1.2 Tense

1.3 Finite and Non-finite Verb

1.4 Voices

1.5 Verb conjugation

1.1) Subject and verb agreement คือ การที่ กริยาของประโยคต้องผันตามพจน์ของประธาน หลักใจความของเรื่องนี้มีเท่านี้เองครับ แต่สิ่งที่ท้าทายสำหรับน้องๆหลายๆคน คือ น้องๆไม่รู้ว่าประธานมีพจน์อะไร แล้วกริยาต้องเป็นพจน์อะไร นั่นเอง 

ต้องเริ่มอย่างนี้ก่อนว่า พจน์ในภาษาอังกฤษ มีอยู่ 2 พจน์ ได้แก่ เอกพจน์ (Singular) หรือ พหูพจน์ (Plural) หากจะอธิบายให้เป็นภาษาบ้านๆเลยก็คือ เอกพจน์ หมายถึง หนึ่งสิ่งหรือสิ่งเดียว ส่วนพหูพจน์ หมายถึง หลายสิ่งหรือมากกว่าหนึ่งสิ่ง 

เพราะฉะนั้น หากประธาน (Subject) ของประโยคเป็นเอกพจน์ หมายความว่า ประธานมีเพียงประธานเดียว ส่งผลให้ กริยา (Verb) ของประโยคมีพจน์เป็น เอกพจน์ด้วย และในทำนองเดียวกัน หากประธานเป็นพหูพจน์ กริยาก็มีพจน์เป็นพหูพจน์ด้วย 

หมายเหตุ: ประธานทุกตัวในประโยคมีพจน์ และกริยาทุกตัวในประโยคมีพจน์ ซึ่งต้องผันตามและสอดคล้องกับประธาน

เทคนิคในการทำ Error แบบนี้คือ รู้พจน์ประธาน = รู้พจน์กริยา (ต้องรู้จักการผันรูปกริยาด้วยนะครับ)

ตัวอย่างโจทย์

All the animals (a) that have (b) currently been transported (c ) to the Bangkok zoo looks (d) fatigued and unhappy.

จากโจทย์ ขั้นแรกที่เราต้องวิเคราะห์ก็คือ ประโยคที่โจทย์ให้มานี้เป็นประโยคอะไร simple, compound หรือ complex 

คำตอบคือ ประโยคนี้เป็น complex sentence เพราะ มี clause หรืออนุประโยค แทรกอยู่ภายใน เชื่อมด้วย that 

All the animals (a) that have (b) currently been transported (c ) to the Bangkok zoo looks (d) fatigued and unhappy


ให้สังเกตการแบ่งข้างต้น 

  • All the animals (a) และ looks (d) fatigued and unhappy คือประโยคหลัก
  • that have (b) currently been transported (c ) to the Bangkok zoo คือส่วนของอนุประโยคที่อยู่ภายใน ซึ่งอนุประโยคแบบนี้เรียกว่า Adjective clause ทำหน้าที่ขยายคำนาม/สรรพนาม ซึ่งในที่นี้ก็คือ animals นั่นเอง (เพื่อบอกรายละเอียดของคำนามนั้นๆ)

     

พอเราแยกได้แบบนี้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการบอกให้ได้ว่า ประโยคจากโจทย์เป็นประโยคชนิดไหน พอเราวิเคราะห์ดูแล้ว เราจะพบว่า ประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า (affirmative) เพราะฉะนั้น โครงสร้างประโยคก็จะเป็น Subject + Verb ซึ่งก็คือ การขึ้นต้นด้วยประธานตามปกตินั่นเอง 

ขั้นต่อไปคือการดูพจน์ประธาน ซึ่ง animals คือ animal เติม s ที่แปลว่า สัตว์หลายๆตัว มีพจน์เป็นพหูพจน์ 

พอเรารู้อย่างนี้แล้ว ว่าประธานเป็นพหูพจน์ นั่นแสดงว่ากริยาก็ต้องเป็นหพูพจน์ด้วย 

Looks ในที่นี้ มีการเติม S !! แต่ระวังนะครับ การที่กริยาเติม S/ES พจน์จะตรงข้ามกันกับของทางฝั่งคำนาม หมายความว่า กริยาที่เติม S/ES จะมีพจน์เป็นเอกพจน์ (แต่ถ้าคำนามเติมบ้าง จะเป็นพหูพจน์ไป)

เพราะฉะนั้น ข้อที่ผิดคือ ข้อ d เพราะ looks มีพจน์เป็นเอกพจน์ หากจะแก้ให้ถูกต้อง เราต้องตัด s ของ look ออก เหลือแค่ look ก็พอ จะทำให้พจน์ของประธานและกริยาสอดคล้อง ไปในทิศทางเดียวกันนั่นเอง

 

1.2 Tenses คือ เรื่องของการบอกเวลาในภาษาอังกฤษ กฎมีอยู่ว่า เราต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับช่วงเวลาที่แตกต่างกันด้วย (โดยส่วนมาก ให้สังเกตุคำบอกเวลาในประโยค) 

จำง่ายๆได้ดังนี้

Past Tense กริยาช่อง 2 (รูปอดีต) Loved, liked, smiled, ran
Present Tense กริยาช่อง 1 (รูปปัจจุบัน) love/loves, like/likes, smile/smiles, run/runs
Future Tense กริยาช่วยบอกอนาคต + Vinf will/shall/can/may/might etc. + love, like, smile, run

ตัวอย่างโจทย์

Men used (a) to go (b) out and hunt (c ) for their families while women stay (d) in and safeguard the habitations back in the days when there was no civilization. 

วิเคราะห์ได้ดังนี้ 

  1. ประโยคจากโจทย์นี้เป็นประโยค complex sentence เพราะ ใช้ while เชื่อมประโยค 
  2. ประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า (affirmative) โดยมีโครงสร้างเป็น S + V + …..
  3. สังเกตุ Tense โดยรวมของประโยค > back in the days when there was no civilization วลีข้างต้นนี้เป็นวลีบอกช่วงเวลา ซึ่งเป็นช่วงเวลาในอดีต เพราะฉะนั้น tense ของประโยคคือ Past 
  4. สังเกตุตำแหน่งที่ขีดเส้นใต้ จะพบว่าข้อ (d) = stay มีรูปไม่สอดคล้องกับ tense ของประโยค ที่ถูกต้องควรจะเป็น stayed ที่เป็นรูปอดีต

1.3 Finite or Non-finite Verb เป็นเรื่องที่วัดว่าน้องๆรู้หรือไม่ว่าตำแหน่งไหนควรใช้กริยาแท้ (Finite Verb) และตำแหน่งไหนควรใช้กริยาไม่แท้ (Non-finite Verb) 

จำเอาไว้อย่างนี้ว่า ในหนึ่งประโยคหรืออนุประโยคใดๆ กริยาแท้จะมีได้แค่ตำแหน่งเดียวหรือตัวเดียว ส่วนกริยาไม่แท้จะมีได้หลายตำแหน่ง ไม่ได้จำกัดเหมือนกับกริยาแท้ 

กริยาแท้ (Finite Verb) นิยามได้ว่า กริยาที่บ่งบอกถึงการกระทำของประธานโดยตรง เช่น 

  • She runs everyday to prove that she is determined to be a good runner.

      จากประโยคข้างต้น น้องๆจะเห็นว่า มีคำที่มีรูปเป็นกริยาหลายตัวเหลือเกิน แต่ตัวที่เป็น Finite verb ของประโยค/อนุประโยคจะมีเพียงตัวเดียว นั่นก็คือ 

  • Runs ของประโยค She runs everyday to prove ……….
  • Is ของอนุประโยค she is determined to be a good runner. 


กริยาไม่แท้ (Non-Finite Verb)
นิยามได้ว่า คำที่ไม่ได้ทำหน้าที่กริยาในประโยค ทำหน้าที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น อย่างคำนามหรืออย่างคำคุณศัพท์  แต่ยืมรูปกริยามาใช้

เช่น

  • Gerund (V+ing) คือ คำนามที่ใช้รูป V เติม ing เช่น walking (การเดิน) eating (การกิน) เป็นต้น 
  • Participles คือการใช้กริยาในรูปของ Adjective 
    –  Present participle > (V+Ing) แปลได้ว่า กำลัง…….

        เช่น walking (กำลังเดิน) eating (กำลังกิน)

  • Past participle > (V ช่อง 3) แปลได้ว่า ถูก…..

เช่น used (ถูกใช้) killed (ถูกฆ่า) เป็นต้น โดยกริยาที่เอามาใช้แบบ Past participle ได้นั้นต้องเป็นกริยาในลักษณะ Action Verb (กริยาที่บ่งบอกการกระทำ) ไม่ใช่ Verb of perception (หรือกริยาที่บอกอารมณ์หรือสภาวะต่างๆ) เช่น see, watch, smell เป็นต้น

ตัวอย่างโจทย์

Being (a) a good photographer requires (b) a lot of dedication and effort ,and some of the greatest photographers in the world starting (c ) this career path by using a used (d) camera.

วิเคราะห์ได้ดังนี้ 

1. ประโยค Compound sentence (ประโยคความรวม) เพราะใช้ and เชื่อมประโยค 2 ประโยคที่มีใจความคล้อยตามกัน

2. ประโยคนี้เป็นประโยคบอกเล่า (affirmative) โดยมีโครงสร้างเป็นดังนี้

S1 + V1, and S2 + V2

3. Tense โดยรวมของประโยคเป็น Present เนื้อหาใจความเป็นการแสดงถึงข้อเท็จจริงโดยทั่วไป เลยถือว่าใช้ Present tense ได้เหมาะสม

4. หลังจากสังเกตุคำที่ขีดเส้นใต้ จะพบว่า Being ถูกแล้วเพราะเป็น Gerund phrase (นามวลีแบบที่ใช้รูปกริยาเติม ing ขึ้นต้น) ประธานของประโยคแรกคือ Being a good photographer 

Being a good photographer requires a lot of dedication and effort ,and some of the greatest photographers in the world starting this career path by using a used camera.

5. และประธานของประโยคที่สอง คือ some of the greatest photographers in the world เพราะฉะนั้น กริยาแท้ของประโยคที่ 2 ควรจะเป็นคำว่า start/started ไม่ใช่ starting ที่เป็นรูปเติม ing เพราะกริยาแท้ไม่มีรูป V + ing เพียงอย่างเดียว อย่างน้อยที่สุด ควรจะต้องมี Verb to be นำหน้า (ใช้แบบ Continuous) แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม การใช้ Continuous ณ จุดๆนี้ก็จะผิดความหมายอยู่ดี 

1.4 Passive/Active Voice จะวัดความรู้ความเข้าใจของเราว่า เราเข้าใจหรือไม่ว่าตอนไหนประโยคควรใช้กริยาแบบที่ประธานถูกกระทำ Verb to be + V3 (Passive Voice) หรือใช้แบบ Active voice ที่ประธานเป็นผู้ทำกริยานั้นๆเอง 

Passive voice เช่น 

My house was built by my father in 1993 . 

บ้านของฉันถูกสร้างโดยพ่อของฉันในปี 1993

Active voice เช่น

My father built the house in 1993.

พ่อของฉันสร้างบ้านหลังนี้ในปี 1993

ตัวอย่างโจทย์

This castle on (a) the Great Hill built (b) by a very famous architect whose (c ) name was (d) George Lucas the third.

 

วิเคราะห์ได้ดังนี้ 

 

  1. ประโยค Complex sentence เพราะ อนุประโยคเชื่อมด้วย whose ซึ่งเนื้อความของทั้งอนุประโยคไปขยาย a very famous architect บอกว่า สถาปนิกชื่ออะไร
  2. ประโยคบอกเล่า (affirmative)
  3. กริยาแท้ของอนุประโยคคือ was ถูกต้องแล้ว
  4. จุดที่ผิดคือ built เพราะใช้แบบ active voice ซึ่งที่ถูกต้องควรจะเป็น was built ซึ่งเป็น passive voice จะถูกความหมาย เพราะแปลว่า ถูกสร้าง

2. รูปคำ (word form)

       เป็นเรื่องที่เรียกได้ว่านิยมออกข้อสอบบ่อยมาก นั่นก็คือการใช้ Parts of speech ผิดชนิด ยกตัวอย่างเช่น ใช้ noun แทนที่จะเป็น adjective หรือ adverb แทนที่ adjective โดยส่วนใหญ่แล้วโจทย์มักจะใช้คำที่มีรากศัพท์เดียวกัน ที่ถ้าใครไม่แม่นแล้วจะตอบผิดได้ง่ายๆ 

เช่น 

Slow (adj) > Slowly (adv) > Slowen (v)

Beauty (n) > Beautiful (adj) > Beautifully (adv)

ตัวอย่างโจทย์

My father told me a long time ago (a) that I did not need to find the right (b) person because that person would (c ) come unexpected (d).

 

ตอบข้อ d เพราะ unexpected เป็น adj ที่จากประโยคข้างต้น เราต้องการ adv ของ unexpected ซึ่งก็คือ unexpectedly เพราะเราต้องการ adv ไปขยายกริยา come ของอนุประโยค because that person would come ซึ่งจะได้ความหมายว่า คนที่ใช้จะมาอย่างไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน (unexpectedly) นั่นเอง

3. ความผิดพลาดในเรื่องของโครงสร้างคู่ขนาน (Parallellism)

      โครงสร้างคู่ขนานคือ การที่เราต้องใช้คำชนิดเดียวกันในประโยคให้สอดคล้องกัน อาจจะฟังดูไม่ยาก แต่เอาจริงๆแล้ว เรื่องนี้ต้องใช้การสังเกตุและความเข้าใจพอสมควรว่าคำในกลุ่มของมันเป็นคำอะไร แล้วเราจึงจะสามารถหาข้อผิดหรือข้อถูกได้ 

ตัวอย่างโจทย์

In order to (a) be successful, one must possess (b) these important qualities (c ) namely patience, undestantability, knowledge, and professional (d).

 

ตอบข้อ d เพราะผิดเรื่องโครงสร้างคู่ขนาน ให้สังเกตุว่า คำในกลุ่มของมันคือ คำนาม ไม่ว่าจะเป็น patience (ความอดทน) understandability (ความเข้าใจได้ในเรื่องต่างๆ) knowledge (ความรู้) และคำสุดท้าย professional เป็น adj เราต้องการคำนาม ซึ่งก็คือ professionalism ที่แปลว่า ความเป็นมืออาชีพ นั่นเอง

4.ความผิดพลาดในเรื่องของการเลือกใช้คำ (Word choice)

โจทย์มักจะเลือกคำที่น้องๆมักใช้ผิดและน่าสับสนมาออก คำที่เขียนคล้ายกัน หรือเป็นข้อยกเว้นต่างๆในภาษาอังกฤษ โดยการจะทำข้อสอบแนวนี้ได้นั้น น้องๆต้องอาศัยประสบการณ์พอสมควร

ตัวอย่างโจทย์

One of the main reasons (a) people back in the days lived nearly (b) the river was that (c ) it was easier (d) to find food.

 

ตอบข้อ b เพราะ คำว่า nearly นั้นผิดความหมาย nearly เป็น adverb แปลว่า เกือบ หรือ จวนเจียน แต่ในตำแหน่ง ประโยคจากโจทย์ไม่ได้ต้องการ adverb มาขยาย แต่ต้องการ preposition มาเชื่อม lived กับ the river ซึ่ง คำที่ถูกต้องคือ near ที่เป็น preposition แปลว่า ใกล้ 

 

There are (a) a huge amount (b) of migrants coming (c ) through the border to Thailand from (d) Myanmar.


ตอบข้อ b เพราะ โจทย์ข้อนี้วัดว่าน้องๆ รู้จักการใช้ a number of + นามนับได้พหูพจน์ หรือ an amount of + นามนับไม่ได้ หรือไม่ โดยโครงสร้างทั้งคู่นี้แปลได้ทำนองเดียวกับ a lot of/many/much/ ซึ่งเราต้องสังเกตุคำนามหลังคำว่า of ให้ดี ว่าเป็นนามนับได้หรือนับไม่ได้ ซึ่งในที่นี้ migrants ที่แปลว่า ผู้อพยพ เป็นนามนับได้ เพราะฉะนั้น amount จึงผิด ต้องใช้ number แทน

5.ความผิดพลาดในเรื่องของพจน์ (Number)

 

พจน์ (number) หมายถึง การบ่งบอกจำนวนของคำนามหรือคำสรรพนาม มีอยู่ 2 พจน์ ได้แก่ เอกพจน์(singular) และพหูพจน์(plural) นั่นหมายความว่า คำนามและคำสรรพนามทุกคำนั้นมีพจน์กำกับอยู่ ไม่แบบใดก็แบบหนึ่ง นอกจากนี้เรื่องของพจน์ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับ Subject and Verb Agreement (ข้อตกลงของประธานและกริยา) ซึ่งสรุปได้อย่างง่ายๆว่า พจน์ของประธาน(ซึ่งก็คือคำนามหรือสรรพนามของประโยค)ต้องสอดคล้องกับพจน์ของกริยา 

Singular subject + singular verb

Plural subject + plural verb

โดยหลักการง่ายๆในการดูว่า คำนามตัวไหนเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ ให้ดูที่การเติม S/ES หลังคำนามนั้นๆ และหลักการในการดูว่ากริยาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน 

แต่จำไว้เป็นทริคเล็กๆน้อยๆว่า นามพหูพจน์เติม S/ES ตรงข้ามกริยาพหูพจน์ที่จะไม่เติม S/ES

            นามเอกพจน์ไม่เติม S/ES ตรงข้ามกับกริยาเอกพจน์ที่เติม S/ES

เพิ่มเติม ในหลายๆครั้ง เราอาจได้ยินคำว่า นามนับได้ (countable nouns) หรือ นามนับไม่ได้ (uncountable nouns) ให้เราเข้าใจอย่างง่ายๆว่า นามนับได้นั้น เราสามารถนับเป็นชิ้นเป็นอัน สามารถบ่งบอกจำนวนนับได้ หนึ่งอัน สองอัน สามอัน ซึ่งเป็นได้ทั้งเอกพจน์(หนึ่งสิ่ง)และพหูพจน์(หลายสิ่ง) ตรงกันข้ามกับนามนับไม่ได้ ในภาษาอังกฤษ เราจะมองว่านามนับไม่ได้มีพจน์เป็นเอกพจน์เท่านั้น

 

และเรื่องที่โจทย์มักออกคือ การใช้คำบอกจำนวนชนิดต่างๆ ที่ใช้ประกอบกับพจน์ของคำนาม/สรรพนาม 

 

โดยคำบอกจำนวนนี้ มี 3 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  1. คำบอกจำนวนที่ใช้กับนามนับได้(พหูพจน์)
  2. คำบอกจำนวนที่ใช้กับนามนับไม่ได้(เอกพจน์)
  3. คำบอกจำนวนที่ใช้ได้กับทั้งนามนับได้(พหูพจน์)และนามนับไม่ได้(เอกพจน์)

ตัวอย่างโจทย์

My father told me that (a) there was (b) a financial crisis (c ) during the 2000s when people around the world faced great unemployments (d)

ตอบข้อ d เพราะ unemployment ที่แปลว่าการไม่จ้างงาน เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงไม่ควรเติม S/ES 

6.ความผิดพลาดในเรื่องการใช้สรรพนาม (Pronoun)

จำไว้ง่ายๆว่า สรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนามเพื่อหลีกเลี่ยงการใช้นามนั้นซ้ำๆ เพื่อไม่ให้ประโยคน่าเบื่อ โดยหากนามนั้นมีพจน์อะไร สรรพนามก็จะได้รับการถ่ายถอดคุณลักษณะนั้นมาด้วย 

โจทย์อาจวัดเราในด้านใดด้านหนึ่ง ดังต่อไปนี้

  1. การใช้ Pronoun ไม่สอดคล้องกับ Noun กล่าวคือ คำนามมีลักษณะหนึ่ง แต่โจทย์ใช้สรรพนามผิดรูปแบบหรือใช้อีกลักษณะหนึ่ง เช่น 

The girl has lost his keys in the pub. (แก้ his เป็น her)

Those men planned to start his project on Monday. (แก้ his เป็น their)

  1. ใช้รูป pronoun ผิดหน้าที่ กล่าวคือ ใช้รูปประธานแทนรูปกรรม เช่น ใช้ she แทน her, whom แทน who หรือใช้ possessive pronoun แทนที่จะใช้ possessive adjective หรือในทางกลับกัน
  2. ใช้ pronoun โดยไม่จำเป็น กล่าวคือมีประธานอยู่แล้วยังใช้ pronoun เป็นประธานซ้ำซ้อนอีก

ตัวอย่างโจทย์

Jonathan, whom (a) did not come (b) home last night, was found (c ) dead near (d) the riverside.

 

ตอบข้อ a เพราะ ใช้สรรพนามผิดรูปแบบ whom เป็นสรรพนามในรูปแบบกรรม ที่ถูกต้องคือ who ที่เป็นในรูปแบบประธาน 

 

All (a) of the savings which (b) I had saved for the entire summer which (c ) were used up to buy a new pair of shoes (d).

ตอบข้อ c เพราะ ใช้สรรพนามฟุ่มเฟือย ในตำแหน่งนี้เราต้องการกริยาแท้ในประโยค ไม่มีความจำเป็นต้องมีสรรพนาม which ในจุดนี้แล้ว ให้ตัดออกได้เลย

7.ความผิดพลาดในเรื่องการคำเปรียบเทียบของ Adjective (Comparision)

คำเปรียบเทียบในภาษาอังกฤษ มีอยู่ 3 ลักษณะ คือ

  1. เปรียบเทียบขั้นเท่ากัน 
  2. เปรียบเทียบขั้นกว่า (comparative)
  3. เปรียบเทียบขั้นสูงสุด (superlative)

โดยการเปรียบเทียบขั้นเท่ากัน มักจะใช้โครงสร้าง as ……….. as เช่น

I am as handsome as you (are).

She is as smart as I (am).

She likes me as much as you.

การเปรียบเทียบอีก 2 ขั้นที่เหลือ คือ ขั้นกว่าและขั้นสูงสุด สามารถเข้าใจได้ง่ายๆดังนี้

  1. Comparative – เติม more + adj หรือ เติม -er หลัง adj
  2. Superlative – เติม the most + adj หรือ เติม -est หลัง adj

ทริคเล็กๆน้อยๆคือ หาก adjective เป็นคำที่มีหลายพยางค์ เรามักจะเติม more/the most นำหน้า แต่ถ้าเป็น adj คำสั้นๆ เราจะเติม -er/-est 

Beautiful > more beautiful > the most beautiful

Smart > smarter > the smartest

Used > more used > the most used <<< adj แบบ Past participle ที่ยืมรูปกริยารูปอดีตมาใช้

ตัวอย่างโจทย์

Johnny, who (a) is a senior accountant working (b) at XYZ company, likes to eat too(c ) much beef as possible (d).

 

ตอบข้อ c เพราะ ใช้การเปรียบเทียบผิดลักษณะ เราต้องใช้ as แทน too เป็นการเปรียบเทียบขั้นปกติ แปลว่า Johnny ชอบกินเนื้อมากเท่าที่เป็นไปได้

 

Daisy has introduced (a) me to one of her closest (b) friends, Sarah, who, she thinks, is most smart (c ) when it comes to math (d)

 

ตอบข้อ c เพราะ ใช้การเปรียบเทียบผิดลักษณะ ที่ถูกต้องคือ the smartest 

8.ความผิดพลาดในเรื่องการใช้คำบุพบท (Preposition)

Preposition หรือคำบุพบท คำคำที่เอาไว้บ่งบอกความสัมพันธ์ของคำที่อยู่ข้างหน้า กับคำที่อยู่ข้างหลัง กล่าวคือ X เชื่อมกับ Y 

 

โดย X และ Y อาจเป็นได้ทั้ง noun, pronoun, verb, phrase (วลีต่างๆ)

เราสามารถแบ่ง Preposition ออกเป็นประเภทได้ดังนี้

 

  1. Simple preposition
  2. Double preposition
  3. Compound preposition
  4. Participle preposition
  5. Phrase preposition

     

โจทย์อาจวัดในเรื่องของ 

  1. ใช้ Preposition ผิดความหมาย หรือผิดตัว
  2. ใช้ Preposition ผิดตำแหน่ง

ตัวอย่างโจทย์

Jon decided to protest over (a) the depiction of violence towards (b) dogs, which is becoming (c ) increasingly common in (d) feature films.

 

ตอบข้อ a เพราะ protest เป็น กริยาที่ใช้กับ preposition คือ against ไม่ใช่ over ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่น้องๆจะได้มาจากการรู้จักคำศัพท์และการใช้งานที่มาจากการเจอโจทย์บ่อยๆ และสร้างสมประสบการณ์จากการใช้งานจริงประกอบด้วย

 

Some of (a) the most of (b) spectacular waterfalls in (c ) the eastern United States are found in (d) the state of Pennsylvania.

 

ตอบข้อ b เพราะ เป็นการใช้ preposition ฟุ่มเฟือย ไม่มีความจำเป็นต้องมี of ในตำแหน่งนี้ ตัดทิ้งได้เลย

9.ความผิดพลาดในเรื่องการเรียงตำแหน่งของคำ (Word order)

 

มีคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไป เรียงลำดับแบบสลับที่ผิดๆที่พบบ่อยๆในข้อสอบ ซึ่งแน่นอนว่า การที่น้องๆจะรู้ได้ว่าการเรียงแบบไหนถูก แบบไหนผิด น้องๆต้องมีความเข้าใจในเรื่องของไวยากรณ์พอสมควร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ

 

1.Adjective order (ลำดับการเรียงคำคุณศัพท์)

Determiner > Quantity or number > Quality or opinion > Size > Age > Shape > Color > Proper adjective > Purpose or qualifier > Noun

 

I love that beautiful old big green antique car.
[quality – age – size – color – proper adjective]

2.Adverb ขยายคำไหน วางไว้ข้างหน้าคำนั้น เช่น truly beautiful [Adv + Adj] หรือ truly love [Adv + Verb] เป็นต้น

ตัวอย่างโจทย์

It estimated is (a) that only about thirty percent of our planet’s (b) surface consists of (c ) land while the other part is all (d) water.

 

ตอบข้อ a เพราะ เป็นการเรียงคำผิด ที่ถูกต้องคือ is estimated ซึ่งเป็นการใช้กริยาแบบ passive voice มีความหมายว่า ประธานถูกกระทำด้วยกริยานั้นๆ

 

Helium is (a) one of the rare extremely (b) and precious (c ) elements on (d) earth.

 

ตอบข้อ b เพราะ adverb วางไว้หน้าคำไหน ขยายคำนั้น ที่ถูกต้องควรจะเป็น extremely rare 

Leave a Reply

Your email address will not be published.